アジアのスーパーラグジュアリー・コンド比較

Price Indexbangkok top 3

これは先日、こちらのビジネス紙に載った記事の大まかな内容ですが、外国人投資家が、現在、バンコクで平米20万バーツ以上もするラグジュアリー・コンドミニアムを買い漁っている理由について書いています。

 
(記事概要) 

CBREによれば、バンコクのラグジュアリーとスーパーラグジュアリー・コンドミニアムの外国人購入者の比率がこの半年弱で15%から22%に増加した。

その理由は、バンコクのラグジュアリー・コンドの価格は香港のそれのわずか3分の1の価格だからである。従って、平米20万バーツ以上のラグジュアリー・コンドのマーケットは更に拡大すると予想している。

 

また、現在、外国人購入者の中で一番多いのが23%を占める香港人で、順ににシンガポール、台湾、イギリスと続く。更に、今後は、中国、インド、中東諸国がその経済発展に伴って、バンコクのラグジュアリー・コンドを買い始めるであろうと予想している。

 

一方、サンシリによれば、昨年の同社売上全体に占める外国人投資家の比率は5%であったが、今年は10%に増やす計画を立てている。

タイに来る外国人観光客数が伸びていることや、新交通手段の整備が急速に進みつつあることから、外国人投資家達はタイの潜在的な経済成長性に注目しており、これから更に外国人投資家の購入が増えると予想しているからである。

 

概要はこんなところですが、上の写真は左から香港、シンガポール、バンコクのCBDスーパーラグジュアリー・コンドの価格です。香港CBDのスーパーラグジュアリー・コンドミニアム価格が平米100万バーツ、同シンガポールが平米70万バーツとなっていますが、つまり坪単価でそれぞれ12百万円、850万円というところです。

 

一方、下の写真がバンコクを代表するスーパーラグジュアリーの御三家、リッツ・カールトン・レジデンス、185ラーチャダムリ、スコータイ・レジデンス。そして、これらの上層階の最高級ユニットで大体平米45万バーツ、坪550万円というところです。

 

そして、東京の湾岸タワーマンションで、上層階が確か坪4百万円位だったと思うのですが、こうやって比べると、シンガポールの観光客が、東京のタワーマンションは安い、とか言いながら、7-8千万円もする2LDKなんかをサクッと買っていく理由が分ります。

 

でも、どうして香港やシンガポールがこんなに高く、GDP世界第3位の日本の首都の方が安いのかというと理由があります。香港もシンガポールも面積が非常に小さいので、不動産に対する希少価値が高いからです。

従って、関東平野に広がる東京都や、チャオプラヤー川流域の大平野に広がるバンコクと、限られた土地の香港やシンガポールの不動産価格を、単純にピンポイントで比較してもあまり意味はありません。だから、不動産投資には投資利回りや内部収益率を分析することが重要なのです。

しかし、そうは言っても、 香港で坪12百万円もするコンドミニアムを持っている人の場合、憧れの東京や、将来性に満ちたバンコクCBDのコンドミニアムが、半値以下の価格で買えるとなると、やっぱりそれは千載一遇のチャンスとばかりに買いに来るだろうな、と私も思います。

 

ถ้าคุณรู้สึกสนุก ช่วยกดนะครับ 

にほんブログ村 海外生活ブログ バンコク情報へ
にほんブログ村 

タイ(海外生活・情報) ブログランキングへ   

  “ซีบีอาร์อี” ชี้ต่างชาติแห่ช็อปอสังหาฯ
ลักชัวรี-ซูเปอร์ลักชัวรีไทย เหตุราคาถูกกว่า 3 เท่าตัว พร้อมเผยสัดส่วนกลุ่มลูกค้าต่างชาติเพิ่มจาก
15% สู่ 22% ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี ยอดความต้องการผ่านเว็บไซต์ขยับขึ้นต่อเนื่อง แย้มเตรียมขยายตลาดต่างประเทศเพิ่ม
ด้าน แสนสิริ ตั้งเป้าดึงกำลังซื้อต่างชาติเพิ่ม 10% จาก 5%

    นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท
ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการเป็นที่ปรึกษาในตลาดอสังหาริมทรัพย์
เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตลาดที่อยู่อาศัยกลุ่มลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีที่มีราคาขายมากกว่า
2 แสนบาทต่อตร.ม. ยังคงมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดูได้จากยอดขายเฉลี่ยของโครงการเปิดใหม่ที่บริษัทรับบริหารงานขายช่วง
4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.58) พบว่า มียอดขายเฉลี่ยมากกว่า 70%

ทั้งนี้กลุ่มลูกค้าคนไทยยังเป็นลูกค้าหลัก
แต่หลังจากครึ่งหลังปี 2557 ลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมมีสัดส่วน 15%
ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2558 เพิ่มเป็น 22% นอกจากนี้ความต้องการของชาวต่างชาติที่แจ้งผ่านเว็บไซต์ของบริษัทก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอีก
4% จากปี 2557 หรือคิดเป็นจำนวน 140 ความต้องการต่อเดือน โดยลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นชาวฮ่องกง
23% รองลงมาเป็นชาวสิงคโปร์ ไต้หวัน และอังกฤษ

    “ที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรียังคงมีแนวโน้มที่ดี
เนื่องจากราคาที่ดินในปัจจุบันมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังถูกกว่าประเทศฮ่องกง
ทำให้ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดฯย่านกลางธุรกิจของไทยถูกกว่าฮ่องกงถึง 3 เท่าตัว ประกอบกับจำนวนสินค้าที่เข้าสู่ตลาดเฉลี่ยเพียง
2-3 โครงการ ส่งผลให้สินค้าคงเหลือในตลาดมีไม่มาก แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีทุกโครงการจะได้รับการตอบรับ
แต่โครงการเหล่านั้นต้องตอบสนองความต้องการอย่างแท้จริง” นางสาวอลิวัสสา กล่าวและว่า

นอกจากกลุ่มลูกค้าชาวฮ่องกง
สิงคโปร์ ไต้หวันฯลฯ ที่เป็นตลาดหลักของที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีแล้ว
บริษัทยังมองว่ากลุ่มประเทศที่น่าสนใจก็คือ จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่อง
มีกำลังซื้อในสินค้าระดับนี้จำนวนมาก และคาดว่าจะเข้ามาเป็นกลุ่มลูกค้าของตลาดลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีในอนาคต

    ” เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าตลาดที่อยู่อาศัยลักชัวรี-ซูเปอร์ลักชัวรีมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
บริษัทจึงเตรียมจัดงาน ซีบีอาร์อี อีลีท ลิฟวิ่ง 2558 โดยภายในงานจะมีโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี-ซูเปอร์ลักชัวรีมาให้ผู้สนใจถึง
13 โครงการ รวมมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี
2556 ที่มียอดขายมากที่สุด นับตั้งแต่การจัดงานจำนวน 2 พันล้านบาท”

    ด้านนายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส
สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดต่างชาติเป็นตลาดที่น่าสนใจ
ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะขยายสัดส่วนรายได้จากลูกค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 10% จากเดิมในปี
2557 อยู่ที่ 5% หรือคิดเป็นรายได้ 1.5 พันล้านบาท ของยอดขายรวมบริษัทในปี 2557 เหตุที่บริษัทตั้งเป้าขยายสัดส่วนรายได้ในกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ
ก็เนื่องจากมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเติบโต ดูได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในแต่ละปี
ประกอบกับระบบการคมนาคมของประเทศมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเอื้อต่อการเติบโตของภาคอสังหาฯในอนาคต


Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *